แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ตกรอบแชมเปี้ยนส์ลีก หลังจากพ่ายแพ้คาบ้านให้กับเรอัล มาดริด 2-1 ทำให้รวมผลสองนัดชนะไปอย่างขาดลอย 5-1
ผลการแข่งขันยืนยันถึงฟอร์มการเล่นที่เหนือกว่าของยักษ์ใหญ่จากสเปนในสองนัด ทำให้ซิตี้ต้องมานั่งทบทวนความผิดหวังจากการตกรอบยุโรป
เกมพลิกผันอย่างเด็ดขาดหลังจากซิตี้เหลือผู้เล่น 10 คนตั้งแต่ต้นเกม จากการที่แบร์นาร์โด ซิลวา โดนใบแดงไล่ออก
กองกลางรายนี้ทำแฮนด์บอลในเขตโทษในจังหวะที่กำลังจะเข้าประตู ทำให้ผู้ตัดสินให้ใบแดงและจุดโทษ ซึ่งกองหน้าชาวบราซิลยิงเข้าไปทำให้สกอร์รวมเป็น 0-4
การที่ตามหลังอยู่มากจากนัดแรก ทำให้การเสียเปรียบเรื่องจำนวนผู้เล่นยิ่งยากขึ้นไปอีกสำหรับทีมของเป๊ป กวาร์ดิโอลา
แม้จะเสียเปรียบ แต่ซิตี้ก็แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและหาทางกลับมาสู่เกมได้เมื่อเออร์ลิง ฮาแลนด์ ยิงประตูตีเสมอได้ในช่วงกลางครึ่งแรก
ประตูของเขาปลุกขวัญกำลังใจแฟนบอลเจ้าบ้านได้ชั่วครู่ และจุดประกายความหวัง แต่ผลต่างประตูรวมยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ
ช่วงท้ายเกมเกิดดราม่า เมื่อลูกยิงอีกครั้งของมาดริดถูกตัดสินว่าล้ำหน้าหลังจากการตรวจสอบ VAR แต่ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงผลการแข่งขันมากนัก
เรอัล มาดริดรักษาความเยือกเย็นและควบคุมเกมได้ตลอด ในที่สุดแรงกดดันของพวกเขาก็ได้ผล เมื่อวินิซิอุส จูเนียร์ ยิงประตูขึ้นนำอีกครั้ง โดยยิงจากระยะใกล้หลังจากลูกครอสที่ยอดเยี่ยมเข้ามาในกรอบเขตโทษ ประตูนี้ทำให้ความหวังในการกลับมาของซิตี้หมดไปอย่างสิ้นเชิง
ตลอดสองนัด มาดริดเป็นฝ่ายที่เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด โดยผสมผสานการจบสกอร์ที่เฉียบคมกับการป้องกันที่มีระเบียบวินัย
สำหรับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ตอนนี้ความสนใจหันไปที่การแข่งขันในประเทศ เนื่องจากมีคำถามเกิดขึ้นเกี่ยวกับการตัดสินใจทางยุทธวิธี โดยเฉพาะในนัดแรก
ขณะเดียวกัน เรอัล มาดริดเดินหน้าอย่างมั่นใจสู่รอบก่อนรองชนะเลิศ ตอกย้ำชื่อเสียงของพวกเขาในฐานะหนึ่งในทีมที่แข็งแกร่งที่สุดของยุโรป
ในส่วนอื่นๆ เชลซีตกรอบไปอย่างน่าเสียดายด้วยสกอร์รวม 8-2 จากฝีมือของปารีส แซงต์-แชร์แมง ที่ชนะ 3-0 ในคืนนั้น ขณะที่อาร์เซนอลเอาชนะไบเออร์ เลเวอร์คูเซน 2-0 ในคืนนั้น และ 3-1 เมื่อรวมผลสองนัด